ลำต้น ปะทะ ไอน้ำ อะไรดีกว่ากัน!!


ขึ้นหัวข้อมาแบบนี้มีงงกันสิครับ ลำต้น กะ ไอน้ำ มันเกี่ยวอะไรกันฟะ จริงๆแล้วผมจะพูดถึง STEM vs STEAM ตามที่เคยเกริ่นๆไว้ในบทความก่อนหน้านี้ต่างหากล่ะครับ 555

รอบนี้พั้งค์บอทมีสาระมากครับ เพราะผมไปลองค้นหาข้อมูลดู ถึงได้รู้ว่าในต่างประเทศเองมีการดีเบตเรื่องนี้แบบเข้มข้นกันพอสมควร มันเริ่มมาจากการทำ research เรื่องการศึกษาในสหรัฐอเมริกา แล้วพวกฝรั่งก็เกิดอาการ panic กันยกใหญ่ เพราะผลมันออกมาว่าอย่างนี้ครับ

• ในปี 2018 ประเทศอเมริกาจะขาดแรงงานที่มีฝีมือถึง 3 ล้านคน
• ในปี 2008 มีคนจบปริญญาตรีในอเมริกาเพียงแค่ 4% เท่านั้น ที่จบในสาขาวิศวกรรมศาสตร์ ในขณะที่ในจีนมันปาเข้าไปตั้ง 31% แน่ะ

แถมยังดั๊นไปเจอข้อมูลเพิ่มเติมว่า เด็กที่เคยสนใจด้านนี้ มีหลายคนมากที่เปลี่ยนใจไปเลือกเรียนด้านอื่น เพราะแรงกดดันจากรอบข้างและกรอบการศึกษาเดิมๆ ยกตัวอย่างเช่น มีบทความของ Forbes กล่าวไว้ว่าในช่วงเปิดการศึกษาภาคฤดูใบไม้ร่วงปีหนึ่ง ทางมหาวิทยาลัย Stanford ได้รับนักศึกษาปริญญาตรีด้านวิศวกรรมเป็นผู้หญิง 474 คน ซึ่งคิดเป็นประมาณ 30% ของทั้งหมด แล้วมีอยู่คนนึงซึ่งเรียนด้านการเขียน code คอมพิวเตอร์ในระดับมัธยม ต้องเจอเรื่องช็อกสุดๆเมื่อเข้าไปเรียนต่อระดับปริญญาตรีแล้วกลายเป็นว่าเธอเป็นนักศึกษาหญิงคนเดียวในชั้นเรียน ถึงขนาดว่าเธอเปลี่ยนสาขาการเรียนไปเป็นด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศและภาษาฝรั่งเศสไปเลย เจอแบบนี้เข้าไปคนรับผิดชอบด้านการศึกษาก็นั่งไม่ติดกันล่ะครับ มันเลยกลายเป็นการผลักดันให้เกิดการพัฒนาการสอนในระบบ STEM ซึ่งเป็นพื้นฐานของการศึกษาด้านวิศวกรรมกันขนานใหญ่ในอเมริกาเลย

ทีนี้ไอ้เจ้า STEAM มันโผล่มาได้ยังไง มันเริ่มมีคนค้านว่าการเรียนแต่ด้านวิทยาศาสตร์หรือคณิตศาสตร์อย่างเดียวมันจะดีเหรอ ในปี 2014 มหาวิทยาลัย Florida ได้จัดทำ infographic ซึ่งชี้ให้เห็นว่าการเรียนแบบเน้นไปที่สมองซีกใดซีกหนึ่งอย่างเดียว (เน้นความถนัดเฉพาะด้านสมองซีกซ้าย หรือซีกขวาไปเลย เหมือนที่ประเทศแถวๆนี้นิยมทำกัน) นั้นดีไม่พอซะแล้วล่ะครับ เค้ายกตัวอย่างบุคคลที่มีบุคลิกภาพและความชำนาญจากสมองทั้ง 2 ซีก เช่น Steve Jobs, Albert Einstein, Marissa Mayer มาเป็นกรณีศึกษาให้ดู โดยเฉพาะศาสดาจ็อบส์ของเหล่าสาวกแอปเปิ้ลนี่ชัดมากครับ ว่าแกเป็นระดับปรมาจารย์ในแง่ของไอเดียบรรเจิดในด้านวิศวกรรมและเทคโนโลยี แต่ก็แฝงไว้ด้วยความคิดสร้างสรรค์ในด้านมุมองต่อความฝัน ความหวัง และจินตนาการของผู้คน แน่นอนว่าแค่นี้มันอาจจะบอกไม่ได้ว่า STEM มันควรจะแปลงร่างเป็น STEAM ได้แล้วววว แต่ทางมหาวิทยาลัย Florida ยังโชว์ข้อมูลต่อไปว่า นักเรียนที่เรียนศิลปะ 4 ปีในระดับมัธยม สามารถทำคะแนนการสอบ SATs ได้มากกว่านักเรียนที่เรียนน้อยกว่าครึ่งปีถึง 98 คะแนนแน่ะครับ แถมนักเรียนที่มีพื้นฐานการเรียนด้านดนตรีประกอบไปด้วยยังทำคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ได้ดีกว่านักเรียนที่ไม่มีพื้นฐานด้านนี้ถึง 42 คะแนนด้วย ซึ่งเหตุผลที่นักเรียนที่มีพื้นฐานศิลปะทำได้ดีกว่าคนที่ไม่มีเพราะว่าศิลปะนั้นช่วยสร้างความมั่นใจ และเสริมสร้างความสามารถในการตัดสินใจและแก้ปัญหาต่างๆให้กับเด็กๆได้ดีขึ้นนั่นเองครับ


ภาพจาก University of Florida

นับจากบรรทัดนี้เป็นต้นไปคือความเห็นส่วนตัวของหุ่นยนต์สุดหล่อ พั้งค์บอท ล้วนๆเลยนะครับ จากประสบการณ์ส่วนตัวที่เคยได้เรียนรู้ในคณะวิศวกรรมศาสตร์แบบไทยๆเรามา ผมว่า Art นี่มันเป็นของที่ควรจะมีสอดแทรกในระบบการเรียนการสอนสุดๆเลยล่ะ ถ้าเราเรียนกันแบบเน้นวิชาการล้วนๆคนส่วนใหญ่ที่จบด้านวิศวกรรมมาก็จะเป็นหุ่นยนต์เหมือนกับผมเนี่ยแหละ ทำอะไรเหมือนๆกัน คิดอยู่ในกรอบที่โดนกำหนดโดนสอนมา สูตรคำนวณตายตัว วิธีการแก้โจทย์ต้องตามตำราเท่านั้น ทั้งๆที่ในคำตอบเดียวกันอาจจะมีวิธีทำเป็นสิบวิธี และวิธีมาตรฐานอาจจะดีที่สุดเฉพาะในสถานการณ์อย่างหนึ่งเท่านั้น แน่นอนว่าคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ มีความถนัดด้านศิลปะก็มีปนอยู่ในคนที่เรียนวิศวะด้วย แต่มันจะดีกว่ามั้ยถ้าเราสร้างระบบการเรียนการสอนที่มีสิ่งเหล่านี้สอดแทรกอยู่ โดยให้เด็กๆทุกคนได้รับมันเหมือนๆกัน ได้ปลดปล่อยศักยภาพของตัวเองโดยที่ไม่มีกรอบจำกัดมาขวางกั้นเอาไว้ ในความเป็นจริงแล้ว Art ใน STEAM มันไม่ได้หมายถึงแค่ศิลปะที่เป็นการวาดรูป ระบายสีอะไรแบบนี้นะครับ แต่หมายถึงการเรียนที่ส่งเสริมการใช้จินตนาการทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นด้านการใช้ภาษา การวาดรูป ดนตรี หรือการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ๆ หากเราเข้าใจถูกต้อง เราจะรู้ว่าการเรียน STEAM นั้นไม่ใช่การเพิ่มเวลาเรียนวิชาศิลปะ แล้วลดเวลาเรียนคณิตศาสตร์หรือวิทยาศาสตร์ลง แต่เป็นการสอดแทรกศิลปะและการใช้จินตนาการลงไปในเนื้อหาการเรียน STEM ต่างหาก ปัญหาใหญ่ที่สุดของระบบการเรียนแบบ STEAM คือสิ่งนี้แหละครับ หลักสูตรที่มีการสอดแทรก Art เข้าไปอย่างลงตัว เหมาะสม และมีประสิทธิภาพพอที่จะสร้างศักยภาพให้กับเด็กๆที่เรียน อาจารย์ที่มีความเข้าใจและสามารถส่งต่อองค์ความรู้เหล่านี้ไปถึงเด็กๆได้ ซึ่งคอร์สการเรียนของ BotNLife ผ่านอุปกรณ์ littleBits นั้นมีครบ และผ่านการพิสูจน์จากการศึกษาจริงที่ประเทศสหรัฐอเมริกามาแล้วครับ เอ้า ขายของซะเลย 555

ขายของเสร็จละ บรรลุเป้าหมาย ไว้คราวหน้าค่อยมาลงรายละเอียดกันดีกว่า ว่าเด็กๆที่เรียนและเล่น littleBits กะ 3D Printer ของ BotNLife เนี่ย จะได้อะไรเทพๆขนาดไหน ไว้เจอกันใหม่คราวหน้าคร้าบ